Author Topic: สารอาหารที่ได้รับจากอาหารสายยาง ทางหลอดเลือดดำ  (Read 6 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline siritidaporn

  • Gold Member
  • *
  • Posts: 1129
  • Karma: +0/-0

สารอาหารที่ได้รับจากอาหารสายยาง ทางหลอดเลือดดำ

สารอาหารที่ผู้ป่วยได้รับจากการให้อาหารทางสายยาง (เข้ากระเพาะ) และทางหลอดเลือดดำ มีองค์ประกอบหลักที่ "เหมือนกัน" ในแง่ของสารอาหารที่ร่างกายต้องการ แต่มี "รูปแบบทางเคมี" ที่ต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับช่องทางการรับครับ

ลองเปรียบเทียบสารอาหารทั้ง 2 แบบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นดังนี้ครับ:

1. องค์ประกอบของสารอาหารหลัก (The Essentials)

ไม่ว่าจะให้ทางไหน ร่างกายต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ (บวกน้ำ) โดยแบ่งได้ดังนี้:

สารอาหาร                                      อาหารทางสายยาง (Enteral)                          อาหารทางหลอดเลือดดำ (Parenteral)

โปรตีน                           เป็นโมเลกุลใหญ่ (เช่น อกไก่, ไข่ขาว) หรือเปปไทด์   กรดอะมิโน (Amino Acids): ร่างกายใช้ได้ทันทีไม่ต้องย่อย
คาร์โบไฮเดรต                   แป้ง, น้ำตาล, มอลโทเดกซ์ทริน                           กลูโคส/เดกซ์โทรส (Dextrose): น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเข้มข้น
ไขมัน   น้ำมันรำข้าว, น้ำมันพืช   ลิพิดอีมัลชัน (Lipid Emulsion):                         ไขมันที่แตกตัวเป็นอนุภาคเล็กมาก
เกลือแร่                           แคลเซียม, ฟอสฟอรัส จากธรรมชาติ                  อิเล็กโทรไลต์แบบสารละลาย: ปรับสัดส่วนตามผลเลือดวันต่อวัน
วิตามิน                           วิตามินจากผัก ผลไม้ หรือวิตามินรวมเม็ดบด          วิตามินรวมชนิดฉีด: ใส่รวมในถุงอาหาร


2. ความแตกต่างที่สำคัญ

กระบวนการย่อย: อาหารทางสายยางยังต้องผ่านการย่อยด้วยน้ำย่อยในกระเพาะและลำไส้ แต่อาหารทางหลอดเลือดดำ "ข้ามขั้นตอนการย่อย" และเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปใช้ได้ทันที

กากใย (Fiber): อาหารทางสายยางมีกากใย (จากผัก/ฟักทอง) ช่วยเรื่องการขับถ่าย แต่อาหารทางหลอดเลือดดำ "ไม่มีกากใย" เลย จึงอาจทำให้ลำไส้ทำงานน้อยลงและท้องผูกได้

การปรับแต่ง: อาหารทางหลอดเลือดดำสามารถปรับสูตรได้ละเอียดมาก (เช่น เพิ่มโพแทสเซียม 2 กรัมเป๊ะๆ) ตามที่ร่างกายขาดในขณะนั้น ซึ่งทำได้ยากกว่าในอาหารปั่นเอง


3. ทำไมแพทย์จึงพยายามเลี่ยง "ทางหลอดเลือดดำ" หากไม่จำเป็น?

แม้ทางหลอดเลือดดำจะดู "เข้มข้นและครบถ้วน" แต่มีข้อเสียสำคัญคือ:

ลำไส้ลีบ (Gut Atrophy): หากลำไส้ไม่ได้ทำงานนานๆ ผนังลำไส้จะบางลงและภูมิคุ้มกันในลำไส้จะลดลง

ความเสี่ยงติดเชื้อ: เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายกว่าทางจมูกหรือปาก

ผลต่อตับ: การรับสารอาหารทางเลือดนานๆ อาจทำให้เกิดภาวะน้ำดีคั่งหรือไขมันพอกตับ


💡 สรุปสำหรับผู้ดูแล

หากผู้ป่วยยังสามารถรับอาหารทางสายยาง (เข้ากระเพาะ) ได้ แพทย์จะถือว่า "เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด" เพราะปลอดภัยและเป็นธรรมชาติกว่าครับ แต่ถ้าลำไส้ทำงานไม่ได้เลย การให้ทางหลอดเลือดดำคือ "ตัวช่วยชีวิต" ที่ให้สารอาหารได้แม่นยำที่สุดครับ


 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)